การใช้ประโยชน์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศในการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆบนโลกและในอวกาศทำให้มีความรู้เกี่ยวกับอดีตและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลก


 
 
ความก้าวหน้าของการสำรวจอวกาศอาจทำให้เกิดผลดี ดังนี้
  • มนุษย์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ดีขึ้น และช่วยเปิดเผยความลี้ลับของวัตถุท้องฟ้าในอดีต
  • เทคโนโลยีอวกาศได้รับการพัฒนาและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) เซลล์สุริยะ (solar cell) เป็นต้น
  • มนุษย์เกิดจินตนาการอันกว้างไกล มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับความเป็นมาของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์
  • เกิดแนวคิดในการค้นคว้าหาทรัพยากรจากอวกาศ และหาแหล่งที่อยู่ใหม่นอกโลกเมื่อเกิดปัญหาอัตราการเพิ่มประชากรมนุษย์จนขาด แหล่งที่อยู่อาศัย
ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าของการสำรวจอวกาศอาจทำให้เกิดผลเสีย ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจอวกาศสูง
  • ในการส่งจรวดหรือยานอวกาศขึ้นสู่อวกาศมีผลกระทบกับชั้นบรรยากาศของโลก
  • ปัญหาดาวเทียมหรือยานอวกาศที่หมดอายุการใช้งานกลายเป็นขยะอวกาศ
  • การส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศบางครั้งเกิดความผิดพลาด ทำให้สูญเสียชีวิตของนักบินอวกาศ
  • ความก้าวหน้าทางด้านอวกาศอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในด้านการทำลาย
ปัจจุบันมนุษย์ส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศเพื่อประโยชน์ในกิจการต่างๆ ดังนี้

    1. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เป็นดาวเทียมที่มีอุปกรณ์ถ่ายภาพเมฆ และเก็บข้อมูลของบรรยากาศในระดับสูง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการพยากรณ์อากาศได้ถูกต้อง รวดเร็ว รวมทั้งเฝ้าสังเกตการก่อตัว การเปลี่ยนแปลง และการเคลื่อนตัวของพายุที่เกิดขึ้นบนโลก เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

   2. ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก เป็นดาวเทียมที่มีอุปกรณ์สำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เฝ้าสังเกตสภาวะแวดล้อมที่เกิดบนโลก นอกจากนั้นยังให้ข้อมูลทั้งด้านการเกษตร ป่าไม้ ธรณีวิทยา สมุทรศาสตร์ ประมง การทำแผนที่ใช้ดิน เช่น ช่วยเตือนภัยเรื่องอุทกภัยและความแห้งแล้งเกิดขึ้น สำรวจพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า แหล่งน้ำเสีย แหล่งปลาชุม เป็นต้น

   3. ดาวเทียมสื่อสาร เป็นดาวเทียมที่มีอุปกรณ์สื่อสารติดตั้งอยู่ และอยู่ประจำตำแหน่งเดิม เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารข้ามทวีป ทั้งด้านการถ่ายทอดโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ เป็นต้น ความก้าวหน้าของระบบสื่อสารเป็นการผลักดันให้สังคมโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าว สาร

   4. ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ เป็นดาวเทียมที่มีกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์ดาราศาสตร์สำหรับศึกษา สำรวจ ตรวจวัด วัตถุท้องฟ้าและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์มีทั้งประเภทที่โคจรรอบโลก และประเภทที่โคจรผ่านไปใกล้ดาวเคราะห์หรือลงสำรวจดาวเคราะห์ ซึ่งเรียกดาวเทียมประเภทหลังนี้ว่า ยานอวกาศ เช่น ยานอวกาศวอยเอเจอร์ที่โคจรเฉียดดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน เป็นต้น
 
   5. กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่นำขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2533 เป็นกล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง มีมวลประมาณ 11,360 กิโลกรัม ใช้พลังงานจากเซลล์สุริยะที่ปีก 2 ข้าง เพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่นิกเกิล2ไฮโดรเจน ขนาดใหญ่ 6 ตัว เพื่อใช้งานเมื่อกล้องไม่ได้รับแสงอาทิตย์เนื่องจากโคจรไปอยู่ในเงาของโลก อุปกรณ์ที่นำติดไปกับกล้องฮับเบิลคือ ระบบคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายภาพมุมกว้าง เครื่องตรวจวัดสเปกตรัม เครื่องปรับทิศทางของกล้อง เป็นต้น ศูนย์ควบคุมบนพื้นโลกจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ในกล้องฮับเบิล และส่งข้อมูลกลับมาที่ศูนย์ควบคุมเพื่อศึกษารายละเอียดของวัตถุท้องฟ้าได้ กว้างไกลกว่าเดิม เพราะกล้องฮับเบิลสามารถส่องไปได้ไกลถึง 14,000 ล้านปีแสง
          จากอดีตถึงปัจจุบันวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์ได้รับการพัฒนาอย่างกว้างไกล มีโครงการอวกาศหลากหลาย บางโครงการสิ้นสุดไปแล้ว บางโครงการยังดำเนินการอยู่ บางโครงการตั้งขึ้นมาใหม่ โครงการอวกาศเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งช่วยให้มนุษย์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์มากขึ้น
 
 
 
อ้างอิง

        http://www.maceducation.com/e-knowledge/2502201100/15.htm



 
 ผลของความก้าวหน้าด้านอวกาศ 
 

        จากการสำรวจอวกาศทำให้เกิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งความรู้เกี่ยวกับโลก อวกาศในห้วงลึก และการพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อโครงการอวกาศ เป็นผลให้มนุษย์ได้รับประโยชน์จากความรู้ดังกล่าว ได้แก่

- การเพิ่มพูนความรู้ในเชิงลึกและกว้างทางดาราศาสตร์

- ความก้าวหน้าของระบบโทรคมนาคม

- การใช้ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ

- ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเครื่องมือวัด เครื่องมือตรวจจับ วัสดุ   ศาสตร์และเทคโนโลยี

 

 

โครงการอวกาศที่สำคัญๆ

 

โครงการอวกาศ apollo

 

      ในปี คศ.1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ประกาศต่อสาธารนะชนว่า สหรัฐฯ จะไปเหยียบดวงจันทร์ก่อนสิ้นปี คศ.1970 ให้ได้ โครงการอวกาศของนาซ่าที่ชื่อว่า Apollo จึงเกิดขึ้นต่อเนื่องกับโครงการ Gemini ที่ส่งนักบินอวกาศขึ้นไปโคจรรอบโลกเท่านั้น

    โครงการอะพอลโล เป็นโครงการต่อเนื่องเมอร์คิวรี่ และ เจมินี่ มีเป้าหมายสำคัญคือ จะนำมนุษย์ลงไปสำรวจดวงจันทร์ ใช้มนุษย์อวกาศขึ้นไปครั้งละ 3 คน ตัวยานอวกาศประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ

1.ยานบังคับการ
 2.ยานบริการ
 

3.ยานลงดวงจันทร์

   


     โครงการอะพอลโล เริ่มส่งมนุษย์ขึ้นโคจรในอะพอลโล โดยขึ้นไปโคจรรอบโลก 163 รอบ ในปี พ.ศ. 2511

      เมื่อโครงการเมอร์คิวรีพิสูจน์และยืนยันว่า การส่งมนุษย์ขึ้นไปโคจรในอวกาศสามารถเป็นไปได้ นาซาจึงเริ่มโครงการอะพอลโล โดยเป็นความพยายามส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ โดยยังไม่มีเป้าหมายส่งมนุษย์เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์แต่อย่างใด  ทิศทางของโครงการอะพอลโลเปลี่ยนไปเมื่อประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) ว่าสหรัฐอเมริกาจะ "ส่งมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์แล้วกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย" ภายในปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) โครงการอะพอลโลจึงกลายเป็นโครงการนำมนุษย์ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โครงการเจมินีเริ่มต้นขึ้นไม่นานหลังจากนั้น เพื่อทดสอบและยืนยันเทคนิค ที่จำเป็นต้องใช้กับโครงการอะพอลโลที่ซับซ้อนขึ้น

     หลังจาก 8 ปีของภารกิจเบื้องต้น ซึ่งรวมถึงอุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่คร่าชีวิตนักบินอวกาศ 3 คนในยานอะพอลโล 1 โครงการอะพอลโลบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุดเมื่อยานอะพอลโล 11 นำนีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน ลงสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) และกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยในวันที่ 24 กรกฎาคม ถ้อยคำแรกที่อาร์มสตรองกล่าวหลังจากก้าวออกจากยานลงจอด อีเกิ้ล คือ "นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ" หลังจากวันนั้นจนถึงการสิ้นสุดโครงการในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2515 มีนักบินอวกาศอีก 10 คนที่ประทับรอยเท้าบนดวงจันทร์

     แม้ว่าองค์การนาซาจะทำให้สหรัฐฯ ได้ชัยชนะในการแข่งขันกับโซเวียต แต่ความสนใจของชาวอเมริกันที่มีต่อโครงการอวกาศ อันจะทำให้สภาคองเกรสทุ่มงบประมาณให้กับนาซา กลับลดน้อยถอยลง นาซาสูญเสียผู้สนับสนุนในสภาหลังจากลินดอน บี. จอห์นสัน ลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้ที่มีบทบาทในการวิ่งเต้นเพื่อผลักดันงบประมาณให้กับนาซาในเวลาต่อมา คือ เวร์เนอร์ ฟอน บรอน วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดชาวเยอรมัน เขาเสนอแผนสร้างสถานีอวกาศ ฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ และโครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารภายในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะประสิทธิภาพของเทคโนโลยีจรวดขณะนั้น ยังไม่ดีพอ อุบัติเหตุการระเบิดของถังออกซิเจน ที่เกือบจะเป็นโศกนาฏกรรมกับนักบินบนยานอะพอลโล 13 ทำให้ประชาชนเริ่มกลับมาสนใจในโครงการอวกาศ อย่างไรก็ตาม ยานอะพอลโล 17 เป็นยานลำสุดท้ายที่ขึ้นบินภายใต้สัญลักษณ์อะพอลโล 

     แม้ว่าโครงการอะพอลโลมีแผนไปถึงยานอะพอลโล 20 โครงการอะพอลโลสิ้นสุดลงก่อนกำหนดเนื่องจากถูกตัดงบประมาณ (ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสงครามเวียดนาม) และนาซาปรารถนาที่จะพัฒนายานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

     มนุษย์อวกาศชุดแรกลงไปเหยียบดวงจันทร์คือนักบินของยานอะพอลโล 11 จำนวน 2 ใน 3 คน คือ นีล อาร์มสตรอง และ เอ็ดวิน อี-แอลดริน

โครงการ Apollo ประกอบด้วย 

อะพอลโล 1 (27 มกราคม ค.ศ. 1967)เกิดอุบัติเหตุนักบินเสียชีวิต 3 คน

อะพอลโล 4 ทดสอบโครจรรอบโลก

อะพอลโล 5 ทดสอบโครจรรอบโลก

อะพอลโล 6 ทดสอบโครจรรอบโลก

อะพอลโล 7 ทดสอบโครจรรอบโลกโดยมีนักบิน

อะพอลโล 8 (21 ธันวาคม ค.ศ. 1968) ทดสอบโครจรรอบดวงจันทร์

อะพอลโล 8 (18 พฤษภาคม ค.ศ. 1969) ทดสอบโครจรรอบดวงจันทร์

อะพอลโล 11 (16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969) ลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรก

อะพอลโล 12 (14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969) ลงจอดบนดวงจันทร์

อะพอลโล 13 (11 เมษายน ค.ศ. 1970) เกิดอุบัตืเหตุไม่ได้ลงจอด

อะพอลโล 14 ลงจอดบนดวงจันทร์

อะพอลโล 15 ลงจอดบนดวงจันทร์

อะพอลโล 16 ลงจอดบนดวงจันทร์

อะพอลโล 17 ลงจอดบนดวงจันทร์ ครั้งสุดท้าย

 

ขอขอบคุณความรู้ที่ได้จาก

           www.oknation.net

 




ทักทาย สวัสดี

 
 
   ยินดีต้อนรับเพื่อนๆๆทุกๆๆคนที่ต้องการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆๆของโลกดาราศาสตร์และอวกาศ นะค่ะ หากต้องการรายละเอียดหรือต้องการให้คำแนะนำหรือติชมก็สามารถคอมเม้นท์กันไว้ได้เลยนะคะ^^ 

จัดทำโดย : น.ส.ปรียาภรณ์  หาญกล้า ม.5/3 เลขที่ 9
วิชา : ว 32161 ดาราศาสตร์ ม.5
คุณครูผู้สอน : คุณครูวิสูตร ยอดสุข   Cool
 
ขอบคุณ